สถิติ
เปิดเมื่อ9/09/2015
อัพเดท28/11/2018
ผู้เข้าชม1942184
แสดงหน้า2443229

ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
5551200040585
เมนู
บทความ
December 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
      
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
     

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ศักดิ์สิทธิ์เนื้อหยกเขียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเม็ด1.2เซ็นต์ 108เม็ด ลงรักปิดทอง หยกสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของ ความอุดมสมบูรณ์ ความร่ำรวย

เข้าชม 57
 
ศักดิ์สิทธิ์เนื้อหยกเขียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเม็ด1.2เซ็นต์ 108เม็ด ลงรักปิดทอง หยกสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของ ความอุดมสมบูรณ์ ความร่ำรวย
 
  • ราคาพิเศษ : 500.00 ฿
  • สร้อยประคำศักดิ์สิทธิ์เนื้อหยกเขียว หยก ในภาษาจีน หมายถึง สิ่งที่มีค่าหรือสิ่งที่ดีเลิศสูงสุด เทพเจ้าสูงสุดตามคติความเชื่อของจีน ก็ทรงพระนามว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ หรือ จักรพรรดิ์เซียนหยก
    เนื้อหยกเขียว(หยกเจ้าแห่งหินมีค่าทั้งมวล)สีเขียวเข้มสด จัดเป็นหยกชนิดคุณภาพดี(มีสีในเนื้อพลอยเฉพาะตัว และมักไม่สม่ำเสมอ มีสีเข้มและจางของแต่ละผลึกรวมกันอยู่ โดยเฉพาะในพลอยก้อนจะมีลักษณะเป็นหย่อมสี พบว่าเกิดอยู่ในหินเซอร์เพนทีน ที่ได้จากการแปรสภาพของหินอัคนีชนิดที่มีแร่ดอลีวีนอยู่มาก หรือมีโซเดียมอยู่มาก)

    ' ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังสี สร้างถวาย ร.๕ '

    วัดขนาดมิติ
    น้ำหนัก(รวม) 131.2 g(กรัม)
    ความยาวของสร้อยประคำ 21 นิ้ว หรือ 53.5 cm.(เซนติเมตร)

    ทัศนคติเกี่ยวกับอัญมณีของชนชาติต่างๆมีตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง ทั้งในด้านความเชื่อ และคุณค่าของอัญมณี หลายพันปีมาแล้วที่ชาวจีนมีความเชื่อว่า 'หยก' เป็นอัญมณีล้ำค่า เป็นสิริมงคลแก่ ผู้ที่ได้มาครอบครอง ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง โชคดี อายุยืนยาว

    ชาวจีนโบราณเรียกหยกว่า 'หยู' หรือ 'หยุก' หรือ 'เง็ก' ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ ที่สวรรค์ประทานให้ ยกย่องให้หยกเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม 5 ประการ คือ ใจบุญ สมถะ กล้าหาญ ยุติธรรม และมีสติปัญญา ความแข็ง และความหนาแน่นของเนื้อหยกนั้นเปรียบเสมือนความฉลาด และความกล้าหาญ ความลื่นเป็นมันของผิวหยกคือ ความยุติธรรม และการให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลเป็นเครื่องหมายของความกตัญญูรู้คุณ
    คนจีนยังเชื่อกันอีกว่า หยกเป็นสื่อของพลังในการสร้างสรรค์ มีอำนาจคุ้มครองป้องกันอัปมงคล เสนียดจัญไร และถือว่าเป็นโชคลาง โดยมีข้อสังเกตว่า ถ้าหยกที่สวมใส่อยู่นั้นมีสีสันสดใสขึ้น แปลว่า กำลังจะมีโชคดี แต่ในทางกลับกัน ถ้าหยกนั้นมีความหมองมัวหรือเห็นรอยแตกร้าว ชัดเจนก็เชื่อกันว่า กำลังจะมีเคราะห์ร้ายเกิดขึ้น
    อำนาจเร้นลับกับความเชื่อ Jade (หยก) อยู่ในเฉดสีเขียว เขียวอมขาว
    อำนาจเร้นลับกับความเชื่อ
    - คนจีนโบราณเชื่อกันว่า หยกเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ มีคุณสมบัติในการปกป้องคุ้มครองทารก จึงนิยมสวมหยกติดตัวเด็กๆ ช่วยป้องกันคุ้มครอง
    - คนจีนเชื่อว่า หยก เป็นหินซึ่งนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ส่งเสริมให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และช่วยให้อายุยืน
    - มีการนำหยกไปบดและละลายในน้ำค้างเพื่อดื่ม เนื่องจากเชื่อว่า หยก ทำให้จิตใจสงบ

    หยก (Jade) คือชื่อที่ใช้เรียกหินซึ่งเป็นอัญมณีอันล้ำค่ามากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะชาวจีนถือว่าหยกเป็นเจ้าแห่งหินมีค่าทั้งมวล

    ในอดีตเข้าใจกันว่าหยกมีเพียงชนิดเดียว ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความรู้ทางด้านเคมีมากขึ้น จึงสามารถแยกหยกได้เป็น 2 ชนิด คือ

    1.เจไดต์ (Jadeite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นโซเดียมอะลูมิเนียมซิลิเกต (NaAl (SiO3)2, Sodium aluminium silicate) มักมีสีเขียวเข้มสดกว่าเนฟไฟรต์ จัดเป็นหยกชนิดคุณภาพดี อยู่ในระบบผลึกแบบหนึ่งแกนเอียง โดยธรรมชาติมักพบเป็นก้อนเนื้อแน่นประกอบด้วยผลึกขนาดเล็กอยู่รวมกัน มีความวาวตั้งแต่แบบแก้วจนถึงแบบน้ำมัน หยกเจไดต์มีความแข็ง 6.5-7 มีสีในเนื้อพลอยเฉพาะตัว และมักไม่สม่ำเสมอ มีสีเข้มและจางของแต่ละผลึกรวมกันอยู่ โดยเฉพาะในพลอยก้อนจะมีลักษณะเป็นหย่อมสี พบว่าเกิดอยู่ในหินเซอร์เพนทีน ที่ได้จากการแปรสภาพของหินอัคนีชนิดที่มีแร่ดอลีวีนอยู่มาก หรือมีโซเดียมอยู่มาก

    2.เนฟไฟรต์ (Nephrite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นแคลเซียมแมกนีเซียมซิลิเกต (Calcium magnesium silicate) อยู่ในระบบผลึกหนึ่งแก่นเอียง โดยธรรมชาติมักพบเกิดเป็นผลึกกลุ่มที่มีขนาดเล็กรุปเส้นใยเดียวกัน หยกเนฟไฟรต์มีความแข็ง 6-6.5 มีความวาวแบบแก้วถึงน้ำมัน สีมีความเฉพาะตัวเหมือนหยกเจไดส์ แต่มีสีเข้มไม่เท่า และมีสีมืดมากกว่า พบว่าเกิดจากหินเดิมที่มีธาตุแมกนีเซียมแปรสภาพด้วยความร้อน

    การปรับปรุงคุณภาพหยกเจไดต์

    1.หยกที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงคุณภาพใดๆ เรียกว่า A jade หรือ untreated jadeite, หรือหยก Type A Jade

    2.หยกเจไดต์ที่สีไม่สวยและค่อนข้างโปร่งแสง อาจถูกนำมากัด (bleach) เพื่อเอาหินแร่สีน้ำตาลหรือดำออก แต่จะทำให้โครงสร้างของหยกกร่อนลง จึงต้องอัดด้วยเรซิน (resin) หรือแวกซ์ (wax) ลงไป เรียกหยกที่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ว่า B jade (จากคำว่า 'bleached'), หรือหยกType B Jade

    3.หยกเจไดต์ที่มีสีซีดอาจนำมาย้อมให้สีเข้มขึ้น เรียกหยกที่ผ่านกระบวนการนี้ว่า C jade ซึ่งสีที่ย้อมเหล่านี้สามารถซีดลงได้, หรือหยกType C Jade

    4.หยกเจไดต์ที่ผ่านทั้งกระบวนการอัดด้วยเรซินและการย้อมสี เรียกว่า B+C jade, หรือหยกType B+C Jade

    ทัศนคติเกี่ยวกับอัญมณีของชนชาติต่างๆมีตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง ทั้งในด้านความเชื่อ และคุณค่าของอัญมณี หลายพันปีมาแล้วที่ชาวจีนมีความเชื่อว่า 'หยก' เป็นอัญมณีล้ำค่า เป็นสิริมงคลแก่ ผู้ที่ได้มาครอบครอง ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง โชคดี อายุยืนยาว

    ชาวจีนโบราณเรียกหยกว่า 'หยู' หรือ 'หยุก' หรือ 'เง็ก' ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ ที่สวรรค์ประทานให้ ยกย่องให้หยกเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรม 5 ประการ คือ ใจบุญ สมถะ กล้าหาญ ยุติธรรม และมีสติปัญญา ความแข็ง และความหนาแน่นของเนื้อหยกนั้นเปรียบเสมือนความฉลาด และความกล้าหาญ ความลื่นเป็นมันของผิวหยกคือ ความยุติธรรม และการให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลเป็นเครื่องหมายของความกตัญญูรู้คุณ

    หยกมีหลายสี เช่น เขียว แดง ม่วง ดำ เหลือง น้ำตาล ฯลฯ แต่ที่นิยม คือ เขียวเข้มสดใส ซึ่งแต่ละสีจะมีสัญลักษณ์ต่างกันออกไป ได้แก่

    หยกสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของ ความอุดมสมบูรณ์ ความร่ำรวย

    หยกสีขาว เป็นสัญลักษณ์ของ ความมีโชคดี

    หยกสีม่วง เป็นสัญลักษณ์ของ ชีวิตที่มีความสุข สมบูรณ์พร้อม

    หยกสีอ่อนๆเนื้อแก้วเป็นสัญลักษณ์ของ จิตใจที่สงบสุข ฯลฯ

    คนจีนยังเชื่อกันอีกว่า หยกเป็นสื่อของพลังในการสร้างสรรค์ มีอำนาจคุ้มครองป้องกันอัปมงคล เสนียดจัญไร และถือว่าเป็นโชคลาง โดยมีข้อสังเกตว่า ถ้าหยกที่สวมใส่อยู่นั้นมีสีสันสดใสขึ้น แปลว่า กำลังจะมีโชคดี แต่ในทางกลับกัน ถ้าหยกนั้นมีความหมองมัวหรือเห็นรอยแตกร้าว ชัดเจนก็เชื่อกันว่า กำลังจะมีเคราะห์ร้ายเกิดขึ้น

    ชาวจีนนิยมนำหยกมาแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ปลา เต่า จิ้งหรีด หน้าเสือ หน้าเสือสองหน้า เรียกว่า เต๋าเตี่ย (Tao Tieh) ใช้เป็นเครื่องลาง บางทีก็ประกอบกีบความเชื่อ เช่น นำมาแกะเป็นรูปกลมแบนมีรูตรงกลาง เป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ เรียกว่า ปิ (Pi) เพราะถือว่าสวรรค์กลม และนำมาแกะเป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นสัญลักษณ์ เรียกว่า จุง (Tsung) เพราะถือว่าโลกเป็นรูปสี่เหลี่ยม

    หยก (Jade)
    หยก (Jade) เป็นรัตนชาติที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมจีนมาเป็นเวลายาวนาน ชาวจีนเชื่อว่าหยกสามารถช่วยในการรักษาโรค และคุ้มครองตนให้พ้นจากภัยอันตราย รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และความเป็นอมตะ จึงได้นำหยกมาทำเป็นสิ่งของเครื่องประดับ ตลอดจนงานศิลปวัตถุและรูปเคารพต่างๆ จำนวนมาก จนคำว่า หยก ในภาษาจีน ยังสามารถใช้แทนความหมายถึง สิ่งที่มีค่าหรือสิ่งที่ดีเลิศสูงสุด เทพเจ้าสูงสุดตามคติความเชื่อของจีน ก็ทรงพระนามว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ หรือ จักรพรรดิ์เซียนหยก

    นอกจากชาวจีนแล้ว ชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกา เช่น ชาวโอลเมค (Olmecs) ชาวมายา (Mayans) และชาวทอลเทค (Toltecs) ก็เป็นชนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่นิยมนำหยกมาแกะสลัก และทำหน้ากากสำหรับบูชาในพิธีกรรมทางศาสนา

    ในปัจจุบันหากพูดถึงหยกจะหมายถึงแร่ 2 ชนิด
    ชนิดแรกซึ่งเป็นหยกชนิดเดียวกับหยกโบราณของจีน คือ หยกชนิด เนไฟรต์ (Nephrite) เป็นแร่ซิลิเกตในกลุ่มแอมฟิลโบล (Amphibole) มีชื่อทางเคมีคือ แคลเซียมแมกนีเซียมไอรอนซิลิเกตไฮดรอกไซด์ มีสีตั้งแต่ขาว เขียว ไปจนถึงเทา มีความมันวาวคล้ายแก้ว โปร่งแสงจนถึงโปร่งใส ปัจจุบันผู้ผลิตหยกเนไฟรต์ที่สำคัญได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน

    ส่วนหยกอีกชนิดหนึ่งซึ่งหายาก และมีราคาแพงกว่าหยกชนิดเนไฟรต์ ซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่า หยกแท้ (real jade) ได้แก่หยกชนิดเจไดต์ (Jadeite) เป็นแร่ซิลิเกตกลุ่มไพรอกซีน (Pyroxene) มีชื่อทางเคมีคือ โซเดียมอลูมินัมซิลิเกต ส่วนใหญ่มีสีเขียวสดใส แต่บางครั้งอาจมีสีอื่นๆ เช่น เหลือง ชมพู ขาว ม่วง ส้ม หรือน้ำตาล มีความมันวาวคล้ายแก้ว ลักษณะทั่วไปคล้ายกับหยกเนไฟรต์ แต่จะมีความแข็ง และความถ่วงจำเพาะมากกว่าเล็กน้อย หยกเจไดต์พบมากที่สุดในพม่า และบางส่วนพบในอเมริกากลาง เช่นที่กัวเตมาลา

    จุดเด่นของหยกคือ มีเนื้อเนียน มีความเหนียวและความแข็งพอเหมาะ (หยกเนไฟรต์มีความแข็ง 5.5-6 ส่วนหยกเจไดต์มีความแข็ง 6.5-7 ตามสเกลของโมห์) สามารถนำมาแกะสลัก เป็นลวดลายที่ละเอียดอ่อนวิจิตรพิสดารได้ดีกว่า รัตนชาติชนิดอื่นๆ ดังที่เราเห็นในงานศิลปวัตถุของชาวจีน ราคาของหยกขึ้นอยู่กับสีเป็นหลัก นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับความโปร่งใส และลักษณะเนื้อของหยกชิ้นนั้น การซื้อขายหยก มักตีราคาตามลักษณะของชิ้นงาน มากกว่าคิดตามน้ำหนัก หยกชิ้นเล็กๆ ที่แกะสลักอย่างประณีตบางชิ้น อาจมีราคาประมูลสูงกว่าแสนเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว จึงนับว่าหยกคู่ควรที่จะได้รับการขนานนามให้เป็น จักรพรรดิ์แห่งรัตนชาติ อย่างแท้จริง

    ทัศนคติเกี่ยวกับอัญมณีของชนชาติต่างๆ ย่อมมีที่มาและที่ไปแตกต่างกัน ทั้งในด้านความเชื่อและคุณค่าของอัญมณี ดั่งเช่น ประเทศจีนมักยกย่องว่าหยกเป็นอัญมณีมีค่าอย่างล้ำเลิศยิ่งกว่าทองและเพชร โดยจะนำมาใช้ในพิธีการทางศาสนา และบูชาเทพเจ้า

    หยก ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า 'หยู หรือ ยู่' มักจะถูกนำมาใช้เป็นคำแสดงลักษณะอาการอันประณีตและงดงามมีเกียรติ เช่น

    หยูหนู่ แปลตามตัวว่า 'ผู้หญิงที่ทำด้วยหยก' แต่ความหมายที่แท้จริงนั้น หมายถึง 'หญิงงามหรือผู้หญิงสวย'

    หยูเมี่ยน แปลตามตัวว่า 'หน้าหยก' แต่ความหมายที่แท้จริงหมายถึง ดวงหน้าอันงาม

    หยูถี่ แปลตามตัวว่า 'ร่างหยกหรือร่างที่ทำด้วยหยก' แต่ความหมายที่จริงหมายถึง ร่างอันมีค่าของคนอื่นไม่ใช่ของตัวเอง เช่น ร่างกายของท่าน (ผู้ที่เรากำลังพูดด้วย) งดงามดั่งหยก

    ตัวอย่างเหล่านี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนจีนยกย่องหยกมากจนถึงกับนำมาเป็นคำคุณศัพท์ประกอบคำที่ต้องการยกย่อง มีความหมายในทางที่ดีงาม แม้แต่ตัวอักษรรุ่นแรกของจีน โดยเฉพาะคำว่า 'หยก' ก็สร้างหรือกำหนดรูปแบบมาจากรูปลักษณะของอาภรณ์ที่ทำด้วยหยกสามชิ้น มีเชือกร้อยกลาง นอกจากนั้นเครื่องประดับของพระเจ้าแผ่นดิน และผู้มีอันจะกินชาวจีนก็มักจะมีหยกประกอบอยู่ด้วย อาทิเช่น พระราชลัญจกรของจักรพรรดิจีนมักจะทำด้วยหยก ส่วนของไทยจะทำด้วยงาช้างเผือก เป็นต้น

    เรื่องตราหยกนี้ มีปรากฎเรื่องเล่าในสมัยฉินสือหวงตี้ได้เสวยราชย์ จึงให้หาช่างมาทำเป็นตราสำหรับพระมหากษัตริย์ แล้วให้ 'หลี่ซือ' แกะเป็นอักษรแปดตัว ความว่า 'เทวดาประศิตย์ให้ ผู้ได้ครอบครองจักมีชันษายืนยาว' (อันนี้แล้วแต่แหล่งข้อมูลนะคับ) ครั้งหนึ่งฉินสือหวงตี้เสวยราชสมบัติได้ยี่สิบหกปี เสด็จประพาสทางชลมารคพอเกิดพายุหนัก ฉินสือหวงตี้ทรงกลัวเรือพระที่นั่งล่มจึงนำตราหยกทิ้งลงแม่น้ำ พายุก็สงบลง ที่เป็นเช่นนี้คงด้วยความเชื่อที่ว่า พายุและคลื่นนั้นเกิดขึ้นด้วยอำนาจของมังกร และมังกรนั้นชอบอัญมณีมีค่า เมื่อทิ้งหยกลงไปก็ชอบใจ คลื่นลมก็สงบ คนจีนโบราณจึงนิยมนำหยกมาแกะเป็นแหวนมังกรในปากคาบก้อนกลมๆ แล้วสวมนิ้วเป็นของติดตัวในเวลาเดินทาง เมื่อลงเรือข้ามแม่น้ำฮวงโหก็จะถอดแหวนมังกรทิ้งในแม่น้ำ กล่าวกันว่า เป็นการเซ่นสังเวยพญามังกรให้ช่วยคุ้มกันอันตราย คือ ไม่บันดาลให้เกิดลมพายุนั่นเอง

    คำถามเกี่ยวกับ 'หยก'

    'หยก' มีสีเดียว คือ สีเขียว จริงหรือ?

    จริงๆ แล้ว 'หยก' นั้นมีหลายสี ได้แก่ เขียวแอปเปิ้ล เขียวมรกต เขียวอมเหลือง ขาว เทา ดำ น้ำตาล เหลือง ม่วง แดง

    แต่'หยก'ที่ได้รับความนิยมและมีราคาแพง คือ'หยกสีเขียว' รองลงมา คือ สีแดง สีม่วง และสีดำ

    ทำไมเราจึงเห็นคนนิยมใส่'หยก'กันมาก
    ชาวจีน มีความเชื่อที่ว่า การได้ครอบครอง'หยก'นั้น จะนำโชคลาภมาให้เจ้าของ ทำให้กิจการค้าขายรุ่งเรือง มีสุขภาพดี อายุยืนยาว และเมื่อตายไปแล้ว ก็ยังเชื่อกันอีกว่า ศพที่ได้กิน'หยก'บดละเอียดก่อนตายนั้น จะไม่เน่าเปื่อยอีกด้วย

    ความเชื่อมิได้จำกัดวงอยู่แค่ชาวจีนเท่านั้น แม้กระทั่งผู้คนทางแถบอเมริกากลาง ก็ยังมีความเชื่อกันว่า การกิน'หยก'บดละเอียดนั้น เป็นยาบำรุงกำลังที่ดี

    อำนาจเร้นลับกับความเชื่อ Jade (หยก) อยู่ในเฉดสีเขียว เขียวอมขาว
    อำนาจเร้นลับกับความเชื่อ
    - คนจีนโบราณเชื่อกันว่า หยกเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ มีคุณสมบัติในการปกป้องคุ้มครองทารก จึงนิยมสวมหยกติดตัวเด็กๆ ช่วยป้องกันคุ้มครอง
    - คนจีนเชื่อว่า หยก เป็นหินซึ่งนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ส่งเสริมให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และช่วยให้อายุยืน
    - มีการนำหยกไปบดและละลายในน้ำค้างเพื่อดื่ม เนื่องจากเชื่อว่า หยก ทำให้จิตใจสงบ

    - ชื่อ ' หยก (Jade)' มาจากภาษาสเปนว่า ' Piedra de hijada ' หมายถึง หินเนื้อดี เพราะเชื่อว่าใช้รักษาอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับสะโพกได้

    เปิดตำราอัญมณี
    เปิดตำราอัญมณีกับ 12 ราศี ของศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ 'พลูหลวง' ได้คำตอบครบทั้งศาสตร์และศิลป์ว่า 'หยก-Jade' มาจากภาษาสเปนว่า piedra de hijada หมายถึงหินเนื้อดี เชื่อว่าหยกสามารถรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับสะโพกได้ หยกเป็นพลอยเนื้ออ่อนแต่ราคาค่อนข้างแข็ง จึงจัดเข้าเป็นพวก Precious Stone หรือรัตนชาติ หยกมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ หยกอ่อน (Nephaite) ซึ่งมีราคาถูก และหยกแข็ง (Jadeite) ที่มีราคาสูงลิ่ว เจไดต์มีลักษณะโปร่งแสงและเป็นมันวาว

    หยกเกิดจากหินแปร แต่ทั้ง 2 ชนิดมีส่วนผสมของธาตุแตกต่าง เนฟายต์เกิดจากธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม และออกไซด์ผสมกันทำให้เกิดสีหลายสี เช่น เขียว ขาว ชมพู และดำ หยกชนิดนี้พบมากในประเทศจีน ส่วนเจไดต์มีมากในพม่า และนับว่าเป็นหยกที่สวยที่สุด เกิดจากธาตุกรดเกลือ อะลูมินั่ม โซเดียมทับถมกัน มีสีเขียว ม่วง น้ำตาลแดง และเกือบทุกสี เว้นสีใส ที่นิยมมากคือสีเข้มสดใส ประเทศที่พบหยกทั่วไปก็มีออสเตรเลีย ไต้หวัน จีน เม็กซิโก และแคนาดา

    ในประเทศจีนการขุดหาหยกนอกจากจะทำเหมืองตามแบบธรรมชาติแล้ว ยังมีการขุดจากหลุมศพหรือสุสานโบราณด้วย เพราะมีค่า ยิ่งฝังนานปีราคาก็ยิ่งสูง และหยกที่ฝังพร้อมศพก็จะมีลักษณะแตกต่างจากหยกทั่วไป เช่น ถ้ามีเลือดติดอยู่ในหยก จะทำให้หยกมีสีน้ำตาลซึ่งหายาก ราคาสูง หรือหากฝังไปถูกสารบางชนิดจนซึมเข้าเนื้อ นานเข้าจะมีกลิ่นหอม เรียกว่าหยกหอม

    คนจีนเรียกหยกว่า หยู ยุก หยุก และเง็ก ยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม 5 ประการ คือ ใจบุญ สมถะ กล้าหาญ ยุติธรรม มีสติปัญญา เชื่อว่าเป็นสื่อของพลังในการสร้างสรรค์ มีอำนาจคุ้มครองป้องกันอัปมงคลและรักษาโรคได้ เด็กๆ ชาวจีนมักถูกให้สวมเครื่องรางทำด้วยหยกชิ้นเล็กๆ เพื่อป้องกันโรคภัย และมีการนำหยกไปบดละลายกับน้ำค้างนำมาดื่ม เชื่อว่าจะทำให้จิตใจสงบ

    หยกสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่ำรวย หยกสีขาว สัญลักษณ์ของความมีโชคดี หยกสีม่วง สัญลักษณ์ของชีวิตที่มีความสมบูรณ์พร้อม หยกสีอ่อนๆ เนื้อแก้ว สัญลักษณ์ของจิตใจที่สงบสุข

    สีของหยกที่จัดว่าสวยที่สุดนั้นเรียกว่า Imperial Jade มีสีเขียวเข้มเพียงสีเดียว ไม่มีสีอื่นปนเลย ส่วนหยกที่มีสีเขียว แดง ขาว เหลือง ม่วง และดำ หากปน 3 สีในเม็ดเดียวกันเรียก 'หยก 3 สี' ชาวจีนเรียก 'ฮก ลก ซิ่ว' มีค่า หายาก ถือเป็นสิริมงคลของเจ้าของ

    การพิจารณาเลือกซื้อหยก
    การซื้อหยกมักจะคิดราคาต่อชิ้น ดังนั้นราคาจึงไม่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน อาจจะขึ้นกับความพอใจ และการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย บางทีราคาหยกอาจจะแตกต่างกันมาก หรือไม่แตกต่างกันเลยระหว่างหยกคุณภาพดี สีสวย กับหยกธรรมดา โดยทั่วไปหยกที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือหนากว่าก็จะมีราคาสูงกว่าหยกที่มีขนาดเล็ก หรือบางกว่าในคุณภาพเดียวกัน สำหรับหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อหยก ที่พอจะบอกกล่าวได้พอสังเขป ได้แก่ การพิจารณาในเรื่องสีของหยกเช่น ชนิดสี องค์ประกอบของสี เป็นต้น ความโปร่ง เนื้อหยก ตำหนิ รูปแบบฝีมือการเจียระไน ขัดมัน หรือแกะสลัก

    1. สี สำหรับในพวกที่มีสีเขียวต่างๆ ที่จัดว่าคุณภาพดี เช่น เขียวมรกต เขียวแอปเบิ้ล เขียวอมเหลือง เขียวอมเทา เป็นต้น ความเข้มของสี ควรจะมีระดับปานกลาง หรือกึ่งเข้ม ไม่จาง หรือมืดเกินไป หรือด้านหม่นหมอง ควรมีความกลมกลืนกระจายสม่ำเสมอสีราบเรียบตลอดทั่วเนื้อหยก ไม่มีจุดรอยด่างของสีเป็นบริเวณ ส่วนหยกสีอื่นๆ ก็พิจารณาทำนองเดียวกัน เรื่องของสีจัดเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการเลือกซื้อ ต่อรองราคา กำหนดราคาหยก
    2. ความโปร่ง เนื้อหยกที่มีความโปร่งเป็นที่นิยม ได้แก่ โปร่งแสง กึ่งโปร่งแสง โปร่งใส ซึ่งเป็นการพิจารณา เกี่ยวกับการที่สามารถมองเห็นเนื้อในหยกได้ชัดเจนมากน้อยเพียงใด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการที่แสง จะสามารถส่องทะลุผ่านได้มากน้อย เท่าใดนั่นเอง ควรเลือกซื้อหยกที่มีความโปร่งมากกว่า ในกรณีที่หยกมีสีเดียวกันเหมือนกัน แต่สำหรับหยกที่มีสีสดสวย แต่ไม่ค่อยโปร่ง กับหยกที่มีความโปร่งสูง แต่มีสีไม่ค่อยสวย เราควรเลือกซื้อหยกชนิดที่มีสีสวยกว่า
    3. เนื้อแร่ หมายถึง ความละเอียด หรือความหยาบของแร่ที่เกาะประสานกันในเนื้อหยก ควรจะเลือกหยกที่มีเนื้อแร่ละเอียดมากกว่า เพราะจะมีความโปร่งมากกว่าหยกที่มีเนื้อแร่หยาบ ลักษณะเนื้อแร่กับความโปร่งมักจะไปด้วยกัน กล่าวคือ หยกที่มีเนื้อแร่ผลึกเล็กละเอียดประสานกันแน่น มักจะทำให้เกิดมีความโปร่งมาก หยกที่มีเนื้อแร่ผลึกใหญ่หยาบมีการประสานไม่ค่อยดี ก็มักจะไม่ค่อยโปร่งเป็นต้น
    4. ความวาว เลือกหยกที่มีความวาวเหมือนไข เหมือนน้ำมัน มีความนุ่มนวลเหมือนปุยนุ่น ซึ่งเป็นลักษณะโดยทั่วไปของหยกเนื้อละเอียด มีความโปร่ง ถ้าพบหยกที่มีความวาวเหมือนแก้วก็จะยิ่งดี เพราะหมายถึงหยกคุณภาพดี เนื้อละเอียด มีความโปร่งสูง (ค่อนข้างหายาก)
    5. ตำหนิ มลทิน ไม่ควรเลือกซื้อหยกที่มีตำหนิต่างๆ เช่น ลักษณะรอยแตก รอยขูดร้าว รอยปะ รอยขีดข่วนต่างๆ ลักษณะจุดสี หย่อมสี รอยด่างของสี (ขาว หรือดำ) เป็นต้น กล่าวคือ เลือกหยกที่มีตำหนิดังกล่าวน้อยที่สุด ขนาดเล็กที่สุดนั่นเอง หยกที่ตำหนิมลทินต่างๆ มาก จะทำให้ความสวยงามลดลงเช่นกัน
    6. การเจียระไน ขัดมัน แกะสลัก ควรพิจารณาดูความกลมกลืน ความสมบูรณ์ของรูปแบบ สัดส่วน ความสมดุล ความมีเอกภาพของรูปแบบ ซึ่งอาจจะขึ้นกับรสนิยมทางศิลปะของแต่ละคน แต่ละยุคสมัยด้วย

    ข้อควรระวังในการเลือกซื้อหยก
    1. การซื้อกำไลหยก ก็พิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และความหนาของกำไล ควรจะมีขนาดอย่างน้อยประมาณ ขนาดมวนบุหรี่ทั่วไป ซึ่งอาจจะช่วยลดการแตกได้
    2. ปัจจุบันนี้ ได้มีวิธีการปรับปรุงเพิ่มคุณภาพของหยก (ในเรื่องของสีเป็นส่วนใหญ่) หรือการทำเทียมเลียนแบบหยกด้วยแร่ หรือ วัสดุต่างๆ เช่น การย้อมสี การทำปลอม การเลียนแบบ เป็นต้น ซึ่งจะขอกล่าวเพียงเล็กน้อย
    2.1 การย้อมสี ส่วนใหญ่จะย้อมเป็นหยกสีเขียว หรือ สีม่วง จะมีเทคนิค วิธีการต่างๆ ที่ทันสมัยมากมาย อาจจะใช้สีที่คงทนถาวร หรือไม่คงทน และบางทีก็ยากเกินกว่าที่จะตรวจสอบด้วยตาเปล่า หรือกรรมวิธีง่ายๆ อาจจะต้องใช้เครื่องมือ และวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย เช่น ใช้เครื่องสเปคโตรสโคป เป็นต้น
    2.2 การทำเทียมเลียนแบบ คือ การนำเอาแร่ชนิดอื่นๆ วัตถุ หรือสิ่งที่มีลักษณะ คุณภาพคล้ายหยก นำมาย้อมสีให้ดูเหมือนเป็นหยก หรือขายในชื่อของหยก ที่พบมากเห็นจะเป็นแร่ควอรตซ์ชนิดเนื้อละเอียด พวกคาลชิโดนี (Chalcedony) ย้อมสีเขียว หรือสีม่วง แล้วขายในชื่อของหยก และอื่นๆ เช่น

    หยกอินเดีย (Indian Jade) ทำมาจากแร่ควอรตซ์ชนิดอะเวนจูรีน (Aventurine Quartz)
    หยกแอฟริกา (African jade) ทำมาจากแร่การ์เนตชนิดกรอสซูลาไรต์ (Grossularite)
    หยกอะเมซอน (Amazon jade) ทำมาจากแร่เฟลต์สปาร์ชนิดแอมะซอไนต์ (Amazonite)
    หยกเมทา (Meta jade) ทำมาจากแก้วไลมอรี่ (Limori glass) เป็นต้น
    ซึ่งในการตรวจสอบอาจจะต้องใช้ความรู้ และเครื่องมือทางวิทยาศาตร์เข้าช่วยมากกว่าตรวจสอบด้วยตาเปล่า
    2.3 การทำปลอม คือการนำเอาวัสดุ หรือสิ่งสังเคราะห์ต่างๆ เช่น แก้ว พลาสติก ฯลฯ มาทำสี ย้อมสี ให้เหมือนหยก และยังมีการสังเคราะห์หยกขึ้นได้แล้ว แต่ยังไม่มีการนำเข้าสู่ตลาดพลอย
    2.4 การเคลือบผิวด้วยไข ขี้ผึ้ง หรือน้ำมันบางอย่างเพื่อให้ดูสวยงามแวววาว กว่าความเป็นจริง เพื่อล่อตาจูงใจให้ซื้อ อาจจะทดสอบโดยการนำเอาหยกไปวางใกล้ๆ กับแหล่งความร้อน เช่น หลอดไฟ เตาไฟ ฯลฯ ทิ้งไว้สักครู่ให้พอรู้สึกร้อนแล้วเอามือจับดู ขูดถูที่ผิวเบาๆ ถ้ารู้สักมีความยืด หรือเหนียวหนืด ก็แสดงว่าหยกอาจจะถูกเคลือบด้วยสารอย่างใดอย่างหนึ่ง
    2.5 หยกที่ประดับติดในตัวเรือนที่ปิดฐานมิดชิด เหลือเนื้อหยกให้ดูบางส่วน ซึ่งไม่สามารถจะตรวจดูเนื้อในได้ทั่วตลอด ควรระวังการเจียระไนแบบซ่อนกลวงไว้ข้างใน ซึ่งเทคนิควิธีการเจียระไนอาจจะทำให้ยากต่อการสังเกต
    2.6 บางครั้งอาจจะเอาหยกคุณภาพต่ำสีทึบ มาเจียระไนให้เนื้อบางลง แล้วทำให้มีความสวยงามมากขึ้น และอาจจะขายในขนาดราคาเกินความเป็นจริง
    2.7 บางครั้งอาจจะนำเอาหยกคุณภาพดี แต่มีความหนาไม่พอมาประกบเข้ากับหยกเช่นกัน ได้แก่ เจไดต์ประกบ 2 ชิ้น (jadeite doublet) หรือเจไดต์ประกบ 3 ชิ้น (jadeite triplet) ทำให้ดูหนาขึ้นเป็นเนื้อเดียวกันตลอด และอาจจะขายในขนาดราคาเกินความเป็นจริง
    สนใจเช่าบูชาโทร 085-7158416

    093-3108958 LlNE:ID

    วิธีการเช่าพระและชำระเงิน
    โอนเงินทางธนาคาร กสิกรไทย สาขามีนบุรี
    ชื่อบัญชี จิดาภา กาศโอสถ  
    677-203242-9

    (ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาอุดหนุนที่เข้าชมทุกรายการด้วยค่ะ)